<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
	<id>https://wiki.surinsanghasociety.com/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2</id>
	<title>เปลี่ยนอาหารเป็นยา - ประวัติรุ่นแก้ไข</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://wiki.surinsanghasociety.com/index.php?action=history&amp;feed=atom&amp;title=%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.surinsanghasociety.com/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2&amp;action=history"/>
	<updated>2026-04-25T10:53:50Z</updated>
	<subtitle>ประวัติรุ่นแก้ไขของหน้านี้ในวิกิ</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.34.1</generator>
	<entry>
		<id>https://wiki.surinsanghasociety.com/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2&amp;diff=1319323&amp;oldid=prev</id>
		<title>Weera2533: สร้างหน้าด้วย &quot;ชื่อโครงการ   เปลี่ยนอาหารเป็นยา&lt;br&gt; ผู้เสนอ Weera Kittiwanno (สังคมบ...&quot;</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://wiki.surinsanghasociety.com/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2&amp;diff=1319323&amp;oldid=prev"/>
		<updated>2022-05-06T23:02:44Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;สร้างหน้าด้วย &amp;quot;ชื่อโครงการ   เปลี่ยนอาหารเป็นยา&amp;lt;br&amp;gt; ผู้เสนอ Weera Kittiwanno (สังคมบ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หน้าใหม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;&lt;div&gt;ชื่อโครงการ   เปลี่ยนอาหารเป็นยา&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ผู้เสนอ Weera Kittiwanno (สังคมบูรณาการสร้างสุข)&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
(ร่าง)แนวคิด&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
คนไทยทานอาหารหลัก วันละ 3 มื้อ เวลาเช้า เวลาเที่ยง และเวลาเย็น  ในแต่ละมื้อมีการทานข้าวเป็นหลัก สมัยแต่ก่อนนานเมื่อการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ยังเป็นแบบอาศัยธรรมชาติล้วน ๆ ผู้ใหญ่มักจะพูดว่า ทานข้าวแยะ ๆ นะ ทานกับน้อย ๆ ทานข้าวให้อยู่ท้อง จะได้มีแรง  กับข้าวก็มักจะเป็นเนื้อปลา  ปลาร้า ปลาจ่อม  ทานกับผักริมรั้ว ผักป่า ผักพื้นบ้าน  เมื่อจะต้มก็เติมเครื่องเทศหลากหลาย  รสชาดสมุนไพรกลมกล่อมไม่มีการเติมน้ำตาลแต่อย่างใด   เมื่อทำของหวานก็เป็นน้ำตาลปิ๊บ   น้ำตาลอ้อยที่ผลิตได้พอแก่ครอบครัว บางครอบครัวเกือบไม่เคยได้ลิ้มอาหารของหวานจากน้ำตาลเลย   มักอาศัยความหวานจากผลไม้ธรรมชาติตามฤดูกาล   ชีวิตผู้คนมีการออกำลังกายโดยการประกอบอาชีพ การทำงาน การทำกิจกรรมประจำวันอย่างหนัก ลำบากทุก ๆ วัน  เมื่อยามป่วยไข้ก็รักษาโรคตามภูมิปัญญาชาวบ้าน อดทนกัน พึ่งตนเอง พึ่งกันเองไปตามสภาพสังคม กระจายกันรับผิดชอบกันและกันในสังคมวงแคบ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เมื่อสังคมไทยมีการขนส่งสะดวก  ค้าขายสินค้าที่ละมาก ๆ   มีร้านค้าอยู่ทุกจุดชุมชน ทั้งร้านเล็กและร้านใหญ่ บริการกลางวันกลางคืน ตอบสนองความต้องการของผู้คน  มีการโฆษณาสินค้า มากๆๆๆ ในปัจจุบัน  อาหารเกือบทุกอย่างมีรสหวานขึ้น  มีอาหารที่ผลิตจากแป้งมากมาย  มีอาหารทอดน้ำมัน มีอาหารหวาน ๆ นอกจากอาหารหลักแล้ว อาหารว่าง น้ำหวาน เครื่องดื่มและอาหารทานตลอดเวลาก็มีจำนวนมากตามท้องถนน ตามร้านค้า ตามสื่อโฆษณา  ผู้คนต้องรีบเร่งทานอาหารที่ผลิตโดยอุตสาหกรรม อาหารธรรมชาติถูกลดบทบาท  ติดรสหวาน ติดรสเมือง  ยิ่งทานยิ่งชอบ ยิ่งทานยิ่งอร่อย  ในขณะวิถีชีวิตประจำวันลดการออกแรงกายเกือบทุกอย่าง นั่งรถแทนเดิน ทำงานด้วยเครื่องจักรกล คอมพิวเตอร์ ใช้คำพูดมากกว่าออกแรงกาย   หรือออกแรงก็ไม่สมบูรณ์ที่จัดได้ว่าเป็นการออกกำลังกาย การบริหารเลือดลม  การประกอบอาชีพมักผลิตจำนวนมากๆ เพื่อขายตลาด  มีวิทยาการการผลิตที่เจือด้วยสารปฏิชีวนะมากขึ้นตามตัว  ผู้คนจำนวนมากขึ้น ทานอาหารตามใจได้สะดวกขึ้น  ออกกำลังกายน้อยลง อาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายจริง ๆ ไม่ถูกปาก ไม่ถูกกับการผลิตแบบอุตสาหกรรม  ไม่เหมาะกับการผลิตจำนวนมาก ๆ  ไม่สามารถขนส่งได้ไกล ๆ  ไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจการลงทุน  เป็นอาหารที่ผู้คนมองข้าม ไม่ให้ความสำคัญ  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
 ในสมัยที่คนไทยทานอาหารและเครื่องดื่มลงสู่ร่างกายทั้งหมดล้วน นำเข้าเกินความจำเป็นของร่างกาย  ทานเกินขนาด เกินปริมาณที่เหมาะในแต่ละมื้อ แต่ละวัน กลายเป็นส่วนเกินของร่างกาย การทานอาหารและเครื่องดื่มปัจจุบันเมื่อขาดอาหารประเภทใยอาหาร ขาดอาหารสมุนไพร และขาดกิจกรรมการออกแรงกาย การบริหารเลือดลม อวัยวะภายในต้องทำงานหนัก และนาน   จึงกลายเป็นโทษต่อร่างกาย  เรียกพฤติกรรมก่อโรค สะสมโรค โรคเหล่านี้จะแสดงตัวเมื่อคนมีอายุมากขึ้น อ่อนแอขึ้น สังคมผู้สูงอายุก็มีคนป่วยจำนวนมากด้วย  คนไทยเกิดเป็นโรคไม่ติดต่อ จำนวน 8 – 15 ล้านคน  ทั้งโรค เบาหวาน ความดันโลหิตสูง  หัวใจ ไต  เส้นเลือดอุดตัน อ้วน  มะเร็ง  ผู้คนในสังคมเมื่อเกิดโรคก็สะดวกที่จะพึ่งพาโรงพยาบาล หมอ ยา ตามแนวทางโลกปัจจุบัน ประเทศไทยสูญเสียโอกาสทางครอบครัว เศรษฐกิจ สังคม จำนวนมาก &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
 การปรับเปลี่ยนอาหารให้เป็นยา มีความจำเป็นอย่างสูงสุดในสภาพปัจจุบัน ลดปัญหางบประมาณในครอบครัว ลดงบประมาณในการสั่งซื้อยาจากต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยต้องขายข้าวไปต่างประเทศ 6 ปี จะได้งบประมาณซื้อยารักษาคนไทยในระยะ 2 ปี      ลดปัญหาการเสียเวลาในการดูแลรักษา &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
 ความรู้ที่ต้องให้ประชาชนได้รู้  คือ   (อ้างอิง นายแพทย์บุญชัย อิศราพิสิษฐ์  เจ้าของโรงพยาบาล ใช้วิถีธรรมชาติขจัดโรคไม่ติดต่อ)&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
 “5 ห้าม” ที่ต้องระวัง   1.ไม่จิตนาการเชิงลบ    ความเครียดจะทำให้เกิดความทุกข์ เมื่อเกิดความทุกข์ ร่างกายก็เจ็บป่วยง่าย  2. ห้ามอ้วน  ความอ้วนเป็นบ่อเกิดของโรคทั้งหลาย  3.ห้ามรับประทานน้ำตาล  โรคส่วนใหญ่ เบาหวาน  ความดัน ไขมันในเส้นเลือด  ฯลฯ มาจากการรับประทานน้ำตาลมากเกินไป  4.ห้ามรับประทาน Trans Fat  ส่วนใหญ่อยู่ในอาหารประเภททอด หรือผลิตภัณฑ์จำพวกครีมเทียม เนยเทียม  5.ห้ามรับประทานสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม   สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีโครงสร้างเดียวกับมนุษย์  ดังนั้นเมื่อสัตว์เป็นโรค โรคเหล่านั้นสามารถติดต่อเราได้โดยตรง&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
 “5 ต้อง” ที่ควรทำ  1. กินผักและผลไม้สดก่อนอาหารในปริมาณครึ่งหนึ่งของความอิ่ม  2.ลดปริมาณข้าวเมื่ออายุมากขึ้น  ผู้ที่อายุ 30 ปีขึ้นไป  ควรลดปริมาณข้าวลง เพราะคาร์โบไฮเดรตไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อร่างกาย  3. ออกกำลังกาย ออกกำลังกายในระดับที่เหงื่อออก หัวใจเต้นแรง จะช่วยขับพิษและทำให้ระบบหมุนเวียนของน้ำเหลืองดีขึ้น  4.นอนให้หลับสนิทในช่วง 22.00 ข02.00 น. เพราะช่วงเวลาดังกล่าวร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมน ที่ทำให้เกิดกระบวนการฟื้นฟูร่างกาย  5. จินตนาการเชิงบวก  จินตนาการเชิงบวก ส่งผลให้สุขภาพดี  ร่างกายแข็งแรง&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
 อาหาร 12 กลุ่ม : กินแล้วไร้โรค  1. กลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน  เช่น น้ำ ไฟเบอร์  2. กลุ่มพืชกินใบ กินดอก  3. กลุ่มพืชกินฝัก กินผล กินหัว 4. กลุ่มผลไม้สุกแล้วไม่หวาน 5. กลุ่มโปรตีนไขมันน้อย เช่น ปลา เห็ด&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
 อาหาร 12 กลุ่ม : ที่ต้องระวัง  6.กลุ่มพืชที่ให้แป้งสูง  7. ผลไม้สุกแล้วหวาน 8.ผลไม้ตามฤดูกาล 9. อาหารดัดแปลง 10. เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล 11.เนื้อสัตว์ติดมัน และถั่วที่มีไขมันสูง 12. ไขมันสกัด&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
วัตถุประสงค์&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
1. เพื่อดูแลสังคมไทย สังคมผู้สูงอายุ&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
2. เพื่อลดการสั่งซื้อยาต่างประเทศ&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
3. เพื่อให้ครอบครัว ชุมชนพึ่งตนเอง พึ่งกันเอง&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14 ก.พ. 2561&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Weera2533</name></author>
		
	</entry>
</feed>